Happy Flying Blue Angel Kaoani Happy Flying Blue Angel Kaoani

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก



💥รื่ ณีวัติ💥


1. การเรียงลำดับทางธรณีกาล
การเรียงลำดับธรณีกาลนั้นใช้เหตุการณ์สาคัญต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นทางธรณีวิทยา โดยอาศัยหลักหลักฐานของสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เช่น การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ สามารถพบหลักฐานได้จากการหายไปของซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิต หรือการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ปรากฏหลักฐานออกมา เช่น ภูเขาไฟระเบิด การเกิดยุคน้าแข็ง การลดระดับของน้าทะเล เหตุการณ์สาคัญเหล่านี้จะถูกนำมาจัดลำดับและกำหนดโดยใช้หลักการดังนี้
1.1. หลักการของการวางตัวซ้อนทับ
หลักการของการวางตัวซ้อนทับ (Law of Superposition) คือการบ่งบอกอายุของชั้นตะกอนจากตำแหน่งของมัน เมื่อตะกอนสะสมตัว ตะกอนที่อายุเก่ากว่าจะตกตะกอนและถูกปิดทับด้วยตะกอนที่อายุใหม่กว่า หรืออาจสรุปเป็นวลีสั้นๆ ได้ว่า “เก่ากว่าอยู่ล่าง อ่อนกว่าอยู่บน”แนวความคิดนี้สามารถใช้วิเคราะห์ชั้นตะกอนที่มีลักษณะตกทับถมกันเป็นชั้นๆ โดยไม่ถูกรบกวนเมื่อปรากฏชั้นตะกอนในธรรมชาติ เราสามารถทราบได้ทันทีว่าชั้นที่อยู่ข้างล่างจะต้องมีอายุที่เก่าแก่กว่าข้างบนเว้นแต่ชั้นตะกอนนั้นจะเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาบางอย่างทำให้เกิดการเอียงตัวหรือพลิกกลับ

1.2 หลักการการเกิดตามแนวระนาบ

หลักการการเกิดตามแนวระนาบ (Principle of Original Horizontality) คือหลักการวินิจฉัยชั้นตะกอนจากลักษณะการเกิด ตามธรรมชาติของการสะสมตัวของตะกอนนั้น ลักษณะการวางตัวจะมีลักษณะเป็นชั้นในแนวระนาบ ขนานไปกับแรงดึงดูดของโลก ถ้าพบชั้นตะกอนที่มีลักษณะเอียงตัวไม่อยู่ในแนวระดับ เช่น มีความคดโค้ง เอียงตัว แสดงว่าชั้นตะกอนนี้ผ่านกระบวนการทางธรณีบางอย่างในภายหลังและไม่ใช่สภาพดั้งเดิมของมัน

1.3 หลักเอกรูปนิยม

หลักเอกรูปนิยม (Principle of Uniformitarianism) คือหลักของการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาโดยใช้หลักฐานต่างๆ ที่พบในปัจจุบันเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ดังคากล่าวที่ว่า “ปัจจุบันเป็นกุญแจไขไปสู่อดีต” การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ นั้นจะอาศัยหลักฐานที่พบเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว หลักฐานที่พบในป้จจุบันสามารถใช้บอกปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น ถ้าหินถูกกัดเซาะและพัดพาไปตามท้องน้ำ มันจะมีลักษณะเป็นก้อนกลม ไม่มีเหลี่ยมมุม เมื่อพบหินที่มีลักษณะนี้ในท้องที่อื่นและไม่ได้พบในธารน้า แต่เราก็สามารถบอกได้ทันทีว่าหินก้อนนี้ถูกกระทำและกัดเซาะด้วยน้ำมาก่อน

2. หลักการหาอายุทางธรณีกาล

2.1 การหาอายุเปรียบเทียบ

การหาอายุเปรียบเทียบ (Relative Dating) คือการหาอายุของชั้นหินด้วยการเปรียบเทียบกับชั้นหินที่มีลักษณะเดียวกัน และคาดว่าจะเกิดในช่วงอายุเดียวกัน โดยชั้นหินที่น้ำมาเปรียบเทียบนั้นจะต้องมีลักษณะพิเศษที่สามารถบอกความแตกต่างกับชั้นหินใกล้เคียง เช่น ถ้าเราพบชั้นหินที่มีเถ้าของภูเขาไฟปะปน และพบชั้นหินที่อยู่ต่างสถานที่แต่ใกล้เคียงกัน เราอาจอนุมานได้ว่าชั้นหินทั้ง 2 นั้นเกิดในช่วงอายุเดียวกัน เพราะการระเบิดของภูเขาไฟนั้นไม่ใช่สิ่งปรกติที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ นอกจากนั้น ชั้นหินที่อยู่ บนหรือล่างของปรากฏการณ์นี้ก็อาจจะสามารถบอกอายุได้ว่ามีอายุอ่อนกว่า หรือแก่กว่าปรากฏการณ์นี้

2.2 การเทียบสัมพันธ์ด้วยซากดึกดำบรรพ์

การเทียบสัมพันธ์ด้วยซากดึกดาบรรพ์ (Fossils Correlation) คือการระบุอายุของชั้นหินนั้นโดยการใช้ซากดึกดำบรรพ์ สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์บางชนิดมีลักษณะพิเศษคือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วโลก มีอายุที่สั้นเช่นมีช่วงอายุ 200 - 205 ล้านปี และมีโครงสร้างที่ก่อให้เกิดซากดึกดำบรรพ์ได้ง่ายตัวอย่างดังภาพที่ 1 ซากดึกดำบรรพ์ชนิดนี้เราเรียกว่า ซากดึกดำบรรพ์ดัชนี (Index fossils) ยกตัวอย่างเช่น ฟูซูลินิด สัตว์ทะเลขนาดเล็ก พบกระจายอยู่ทั่วโลก แต่มีช่วงอายุที่สั้นคือมีช่วงอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียนเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเราพบซากดึกดำบรรพ์ของฟูซูลินิดจะสามารถบอกได้ทันทีว่าชั้นหินนี้มีช่วงอายุอยู่ในยุคเพอร์เมียน ไม่ว่าจะพบชั้นหินนี้ที่ไทย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา ทุกที่จะต้องเป็นหินยุคเพอร์เมียนเท่านั้น แม้ว่าจะพบในชั้นหินที่ต่างกัน ซากดึกดำบรรพ์ดัชนีที่สำคัญ เช่น ไทรโลไบต์ หอยตะเกียง หอยงวงช้าง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หลักการเทียบความสัมพันธ์ด้วยซากดึกดาบรรพ์
ภาพที่ 1 หลักการเทียบความสัมพันธ์ด้วยซากดึกดำบรรพ์



3. ซากดึกดำบรรพ์

ซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล (Fossil) คือ ซากของสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นหินทั้งพืช, สัตว์ หรือแบคทีเรีย เกิดจากกระบวนการแทนที่โดยแร่ทำให้กลายสภาพเป็นหินแต่ยังคงรูปร่างและโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ ซากดึกดำบรรพ์เกิดขึ้นได้เฉพาะในหินตะกอนเท่านั้นเนื่องจากเม็ดตะกอนที่ปิดทับจะเก็บรักษาโครงร่างของสิ่งมีชีวิตเอาไว้และเปลี่ยนแปลงสภาพในเวลาต่อมา ซากดึกดำบรรพ์ไม่ได้จำกัดแค่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร่องรอยของมันด้วย เช่น ร่องรอยการเคลื่อนที่รอยเท้า รูที่เกิดจากการชอนไชตัวอย่างดังภาพที่ 2 ซากดึกดำบรรพ์รูของหนอนที่เกิดจากการชอนไช ขนาดของซากดึกดำบรรพ์นั้นครอบคลุมตั้งแต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเช่นซากดึกดำบรรพของเรดิโอลาเรียขนาดเล็กกว่าเส้นผมดังภาพที่ 3 จนถึงซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ขนาดใหญ่
ภาพที่ 2 ซากดึกดำบรรพ์รูของหนอนที่เกิดจากการชอนไช

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภาพซากดึกดาบรรพของ เรดิโอลาเรีย
ภาพที่ 3 ซากดึกดําบรรพ์เรดิโอลาเรียนยุคเพอร์เมียนที่พบในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่อง กราด (SEM)

3.1 กระบวนการเกิดซากดึกดาบรรพ์
เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง เนื้อเยื่อต่างๆ จะเกิดการเน่าเปื่อยและผุพังอย่างรวดเร็วและอยู่ได้ไม่นาน ยกเว้นส่วนที่เป็นเปลือกหรือโครงร่างเช่นกระดูก ฟัน จะคงสภาพอยู่ได้นาน 10-15 ปี อย่างต่ำ (Fastovsky and Weishampel, 2009) การเกิดซากดึกดำบรรพ์นั้นต้องอาศัยกระบวนการเกิดที่เหมาะสมจึงเกิดขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมีตั้งแต่ลมฟ้าอากาศ กระบวนการกัดเซาะและกษัยการที่ การเกิดซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในสภาพดีที่สุดคือการที่สิ่งมีชีวิตตายลงและถูกปิดทับด้วยตะกอนทันที เช่นสิ่งมีชีวิตที่ตายริมลำธารและจมลงในน้ำถูกตะกอนปิดทับทันที ตัวอย่างดังภาพที่ 4 สิ่งมีชีวิตจะรักษารูปร่างลักษณะและคงสภาพอยู่ได้เป็นเวลานานพอที่แร่ธาตุตามธรรมชาติที่เข้าไปแทนที่ช่องว่างในโครสร้างของสิ่งมีชีวิตที่พบบ่อยเช่นแคลเซียมคาร์บอเนต, ซิลิกา, เหล็ก หรือแมกนีเซียม แร่ธาตุในดินเหล่านี้จะเข้าไปแทนที่ในโครงสร้างส่วนที่เป็นรูพรุนในเนื้อโครงสร้างแข็งและกลายสภาพเป็นหิน นอกจากนั้น หากสิ่งมีชีวิตเป็นพวกไม่มีกระดูกสันหลังและลำตัวอ่อนนุ่มไม่มีโครงสร้างแข็ง เปลือก หรือกระดอง เช่นสัตว์ทะเลจำพวกแมงกะพรุน การเกิดซากดึกดำบรรพ์จากสิ่งมีชีวิตประเภทนี้จะต้องเกิดจากการถูกตะกอนปิดทับก่อนที่จะเน่าเปื่อยเท่านั้น ลักษณะของซากดึกดำบรรพ์ชนิดนี้จะมีลักษณะคล้ายแม่พิมพ์หรือรอยประทับ ยิ่งตะกอนมีขนาดเล็กเท่าไหร่ โอกาสที่ซากดึกดำบรรพ์จะคงสภาพรายละเอียดของมันเอาไว้ก็สูงเท่านั้น
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 4 ลักษณะการเกิดซากดึกดำบรรพ์ที่ดี

3.2 ประโยชน์ของซากดึกดำบรรพ์
1.) ทำให้ทราบเรื่องราวในอดีตของสิ่งมีชีวิต
ซากดึกดำบรรพ์เป็นหัวใจของการศึกษาธรณีประวัติเนื่องจากเรื่องราวในอดีตของสิ่งมีชีวิตนั้นมีข้อมูลในการศึกษาอย่างจากัด การศึกษาซากดึกดำบรรพ์ทาให้เราทราบความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตสายพันธ์ต่างๆ จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ลำดับการวิวัฒนาการ ซากดึกดำบรรพ์จึงเหมือนข้อมูลที่ถูกบันทึกลงในหิน
2.) ทำให้ทราบเรื่องราวของสภาพแวดล้อมในอดีต
นอกจากซากดึกดำบรรพ์จะทาให้เราสามารถเข้าใจการเกิด การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแล้ว ซากดึกดำบรรพ์ยังทาให้เราสามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมในยุคโบราญได้ ยกตัวเช่นการพบซากปะการังดึกดำบรรพ์ที่จังหวัดสระบุรีดังภาพที่ 5 และภาพที่ 7.6 เราสามารถอนุมานได้ว่าจังหวัดสระบุรีเคยมีภูมิประเทศในยุคหนึ่งเป็นทะเลน้ำตื้นในเขตร้อนมาก่อน นอกจากนั้นยังสามารถบอกสภาพภูมิอากาศด้วย เช่นการพบซากดึกดำบรรพ์พืชพรรณในเขตร้อนชื้นสามารถบอกเราได้ว่าภูมิอากาศเคยเป็นบริเวณที่ร้อนชื้นมีฝนตกชุก
ภาพที่ 5 ซากดึกดำบรรพ์ปะการังในหินปูนจากจังหวัดกาญจนบุรี

ภาพที่ 6 ซากดึกดำบรรพ์ปะการังในหินปูนจากจังหวัดสระบุรี

ภาพที่ 7 ซากดึกดำบรรพ์หอยในหินปูน
         
           4. ธรณีกาล
ตารางธรณีกาล (Geologic time scale) คือการจัดลำดับเวลาโดยใช้เหตุการณ์สำคัญ หรือปรากฏการณ์สำคัญแบ่งเวลาออกเป็นช่วงเพื่อใช้ในการสื่อความหมายถึงเวลาในอดีต เหตุการณ์ สาคัญที่ใช้ในการแบ่งระยะเวลาทางธรณีกาลเช่น การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต การเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาเช่นภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ การเกิดยุคน้ำแข็ง การลดระดับของน้ำทะเล เป็นต้น หน่วยเวลาที่ใหญ่สุดทางธรณีวิทยาคือ บรมยุค (Eon) หน่วยย่อยของบรมยุคเรียกว่า มหายุค (Era) หน่วยย่อยๆ ของมหายุค เรียกว่า ยุค (Period) หน่อยย่อยของยุค เรียกว่า สมัย (Epochs) เมื่อนำหน่วยของเวลาเหล่านี้มาจัดเป็นตาราง จะได้ตารางธรณีกาลดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ตารางเวลาทางธรณีกาล

4.1 มหายุคพรีแคมเบรียม
มหายุคพรีแคมเบรียน (Precambrian) คือมหายุคที่มีจุดเริ่มต้นของเวลาตั้งแต่ กำเนิดโลกตั้งแต่ 4,600 ล้านปี จนถึง 541 ล้านปีที่ผ่านมา ครอบคลุมระยะเวลา 4,000 ล้านปีเหตุการณ์สำคัญของมหายุคนี้คือการกำเนิดของโลก การเย็นตัวลงของโลก การมีชั้นบรรยากาศ จนถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตในยุคนี้ในยุคเริ่มต้นยังเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำจำพวกแบคทีเรีย คือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน การเจริญเติบโตของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มพร้อมกับสร้างเมือกขึ้นมาปกคลุม เมื่อเศษตะกอนหิน ทราย หรือโคลนไปจับจะพอกจับตัวเป็นชั้นและกลายเป็นหินรูปหมอนเรียกว่า สโตมาโทไลต์ (Stromatolite) ซึ่งยัสามารถพบได้ในทุกวันนี้ที่ประเทศออสเตรเลียดังภาพที่ 8 สิ่งมีชีวิตหลายเซลในยุคนี้พบน้อยมากเนื่องส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีเนื้อเยื่ออ่อนนุ่ม ไม่มีโครงสร้างแข็งหรือกระดูกสันหลัง ทำให้ซากดึกดำบรรพ์ส่วนมากเป็นรอยประทับบนหินเช่นภาพที่ 9
     
ภาพที่ 8 สโตมาโทไลต์ สิ่งมีชีวิตในยุคพรีแคมเบรียน แต่ยังสามารถพบได้ในปัจจุบัน

         
ภาพที่ 9 ซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตโบราญในยุคพรีแคมเบรียน

         
ภาพที่ 10 ภาพจำลองทะเลในยุคพรีแคมเบรียน

4.2 มหายุคพาลีโอโซอิก
มหายุคพาลีโอโซอิก (paleozoic) เป็นมหายุคที่สองของเวลาทางธรณีกาลโดยกินระยะเวลาประมาณ 300 ล้านปี ตั้งแต่ 541 – 252 ล้านปี ประกอบด้วย 6 ยุค ได้แก่
1.) ยุคแคมเบรียน
แคมเบรียน (Cambrian) เป็นยุคที่มีช่วงระยะเวลาประมาณ 56 ล้านปี ตั้งแต่541 – 485 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือการเกิดของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ชั้นสูงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การขยายความหลากหลายของสายพันธ์อย่างรวดเร็วนี้เรียกว่า การระเบิดในยุคแคมเบรียน (Cambrian explosion) สิ่งมีชีวิตสาคัญของยุคนี้คือไทร์โลไบต์ หรือบรรพบุรุษของแมงดาทะเลลักษณะดังภาพที่ 11 หอยสองฝา ฟองน้า หอยฝาเดียว สิ่งมีชีวิตตระกูลพืชพบแค่สาหร่ายทะเล ส่วนบนแผ่นดินยังไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในช่วงกลางยุคแคมเบรียนได้เกิด Pikaia ซึ่งมีลักษณะคล้ายปลา และถือว่าเป็นบรรพบุรุษของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ลักษณะดังภาพที่ 12
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไทรโลไบต์
ภาพที่ 11 ไทรโลไบต์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Pikaia
ภาพที่ 12 Pikaia บรรพบุรุษของสัตว์มีกระดูกสันหลัง

2.) ยุคออร์โดวิเชียน
ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) เป็นยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 42 ล้านปี ตั้งแต่ 485 – 443 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้สิ่งมีชีวิตสายพันธ์ต่างๆ วิวัฒนาการต่อจากยุคแคมเบรียนโดยพัฒนาทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ และความซับซ้อนทางโครงสร้าง ไทรโลไบต์พัฒนาอยู่ในขั้นสูงสุด สโตรมาโทไลต์เริ่มมีจานวนลดลง เกิดประการัง ไบรโอซัว ต้นตระกูลของปลาหมึก เกิดปลาไม่มีขากรรไกรครั้งแรกแต่ยังไม่แพร่หลาย บนแผ่นดินเริ่มมีพืชบกบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้าแต่ยังเป็นเพียงพืชชั้นต่าและดารงชีวิตอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะเท่านั้น


ภาพที่ 13 ภาพจำลองทะเลในยุคออร์โดวิเชียน

3.) ยุคไซลูเรียน
ยุคไซลูเรียน (Silurian) เป็นยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 24 ล้านปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ 443 – 419 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้สิ่งมีชีวิตสายพันธ์ต่างแพร่หลายในทะเล หอยตะเกียงวิวัฒนาการขั้นสูงสุด ไทรโลไบต์ยังสามารถพบได้ทั่วไป ปลาไร้ขากรรไกรวิวัฒนาการเป็นปลามี 148 ขากรรไกร บนแผ่นดินเริ่มมีสัตว์บกอพยพขึ้นไปแต่ยังเป็นเพียงแมลง พืชที่อพยพขึ้นมาอยู่แผ่นดินในยุคออโดวิเชียนเริ่มวิวัฒนาการซับซ้อนขึ้นในการสืบพันธ์และโครงสร้าง
ภาพที่ 14 ภาพจำลองทะเลในยุคไซลูเรียน

                                  4.) ยุคดีโวเนียน
ยุคดีโวเนียน (Devonian) เป็นยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 61 ล้านปี ครอบคลุม

ระยะเวลาตั้งแต่ 419 – 358 ล้านปีมาแล้ว เป็นยุคที่พืชบกวิวัฒนาการขึ้นบกทำให้เริ่มมีป่าเกิดขึ้น สัตว์ที่หายใจทางอากาศต่างๆ วิวัฒนาการดำรงชีวิตในแผ่นดิน เช่นแมลงต่างๆ สัตว์ทะเลในยุคไซลูเรียนยังคงมีชีวิตอยู่ทำให้ปะการัง หอยสองฝา หอยฝาเดียวกระจายแพร่หลายในทะเล ตัวอย่างดังภาพที่ 16 ยุคดีโวเนียนได้ชื่อว่าเป็นยุคแห่งปลาเนื่องจากการวิวัฒนาการแพร่หลายทั้งในทะเลและน้ำจืดของปลาสายพันธ์ต่างๆ


ภาพที่ 15 ยุคที่ปลาการวิวัฒนาการแพร่หลายทั้งในทะเลและน้ำจืดของปลาสายพันธ์ต่างๆ


ภาพที่ 16 ภาพจำลองทะเลในยุคดีโวเนียน
5.) ยุคคาร์บอนิเฟอรัส
ยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) เป็นยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 60 ล้านปีตั้งแต่ 358 – 298 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้เป็นยุคที่พืชกระจายตัวแพร่หลายทั่วโลกทำให้เกิดป่าขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นทวีปดังภาพที่ 17 สัตว์บกวิวัฒนาการต่อเนื่องจากยุคดีโวเนียน สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก
วิวัฒนาอย่างรวดเร็ว การครองโลกของพืชทำให้เกิดการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศมาใช้ จากนั้นเมื่อตายลงการทับถมของซากพืชเหล่านี้ทำให้เกิดชั้นถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในยุคนี้เกิดเหตุการณ์สาคัญคือการวิวัฒนาการของปลาเป็นสัตว์เลื้อยคลานดังภาพที่ 18 แสดง Tiktaalik เป็นปลามีขาที่กาลังวิวัฒนาการเป็นสัตว์บกในเวลาต่อมา

ภาพที่ 17 ภาพจำลองป่าในยุคคาร์บอนิเฟอรัส

ภาพที่ 18 ภาพจำลอง Tiktaalik ปลามีขาที่กาลังวิวัฒนาการเป็นสัตว์บก

6.) ยุคเพอร์เมียน
ยุคเพอร์เมียน (Permian) เป็นยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 46 ล้านปี ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ 298 – 252 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้เป็นยุคที่แผ่นเปลือกโลกรวมตัวกันเป็นมหาทวีป แพงเจีย คือทั้งโลกมีเพียง 1 ทวีปก่อนจะกระจายตัวออกมา สัตว์ทะเลในยุคนี้โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่นไดอะตอมมีการวิวัฒนาการอย่างแพร่หลาย สิ่งมีชีวิตในทะเลที่โดดเด่นในยุคนี้คือ ฟูซูลินิด (Fusulinid) ซึ่งสามารถพบแพร่กระจายได้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เช่นภาพที่ 19 หินปูนจากจังหวัดสระบุรีซึ่งสามารถพบซากฟูซูลินิดได้ ยุคนี้เกิดสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่เกิดขึ้น เช่น ลิสโตซอรัส (Lystrosaurus) ลักษณะดังภาพที่ 20 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลายยุคเพอร์เมียนเกิดเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปลายยุคคือเกิดการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ (Mass extinction) สิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเลหายไปร้อยละ 96 ของสปีชีส์ทั้งหมด การสูญพันธ์ครั้งนี้เป็นครั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเท่าที่เคยมีมา เป็นการจบยุคนี้พร้อมกับหมดมหายุคพาลีโอโซอิค
ภาพที่ 19ซากฟูซูลินิดในหินปูนจากจังหวัดสระบุรี

ภาพที่ 20 ลิสโตซอรัส

4.3 มหายุคมีโซโซอิก
มหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic) ครอบคลุมเวลา 186 ล้านปี ตั้งแต่ 252 – 66 ล้านปี มหายุคนี้สิ่งมีชีวิตที่รอดพ้นจากการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ได้พากันวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องทั้งในทะเล บนบก หรืออากาศ สิ่งมีชีวิตสายพันธ์ที่โดดเด่นในยุคนี้คือไดโนเสาร์ ทำให้มหายุคมีโซโซอิคได้ชื่อว่ามหายุคแห่งไดโนเสาร์ครองโลก โดยประกอบด้วย 3 ยุค ได้แก่ 1.) ยุคไทรแอสสิก
ยุคไทรแอสสิก (Triassic) เป็นยุคแรกของมหายุคมีโซโซอิค ครอบคลุมเวลาประมาณ 51 ล้านปี ตั้งแต่ 252 – 201 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่รอดจากการสูญพันในยุคเพอร์เมียนวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วทำให้เกิดสัตว์สายพันธ์ใหม่ๆ มากมาย ลักษณะภูมิอากาศในยุคนี้ค่อนข้างแห้งแล้งทำให้พืชที่เจริญเติบโตได้ดีในยุคนี้เป็นพืชตระกูลสน และปรง ในต้นยุคสัตว์เลื้อยคลานลักษณะคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบมากในช่วงต้นยุคลดจำนวนลงทั้งชนิดพันธ์และปริมาณโดยถูกแทนที่โดยไดโนเสาร์ สัตว์เลื้อยคลานพัฒนาอย่างต่อเนื่องในยุคนี้เกิดเต่า และจระเข้ซึ่งยังสืบสายพันธ์จนถึงปัจจุบัน ในทะเลมีสัตว์เลื้อยคลานสายพันธ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเช่น อิคธีโอซอรัส (Icthyosaurs) ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานกินเนื้อรูปร่างคล้ายปลาขนาดใหญ่ลักษณะดังภาพที่ 21 แอมโมนอยด์ ปลาหมึกที่มีกระดองคล้ายหอยลักษณะดังภาพที่ 22 พบแพร่กระจายอย่างกว้างขวางทั่วโลก
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 21 อิคธีโอซอรัส (Icthyosaurs)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 22 ซากดึกดาบรรพ์แอมโมไนต์

2.) ยุคจูแรสซิก
ยุคจูแรสซิก (Jurassic) เป็นยุคที่สองของมหายุคมีโซโซอิค ครอบคลุมเวลาประมาณ 56 ล้านปี ตั้งแต่ 201 – 145 ล้านปี ยุคนี้เป็นยุคที่ไดโนเสาร์ และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆเฟื่องฟูสุดขีด ขยายสายพันธ์ครอบครองทั้งบนบก, ในทะเล และอากาศ บนแผ่นดินนั้นมี อัลโลซอรัส (Allosaurus) เป็นผู้ล่าในระดับสูงสุด ส่วนในทะเล เพลสิโอซอร์ (Plesiosaurs) เป็นผู้ครอบครองทะเลไว้ ในอากาศมีเทอร์โรซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์บินได้ขนาดใหญ่เป็นผู้ครอบครอง ในช่วงปลายยุคเกิดสัตว์สายพันธ์ใหม่ที่สำคัญเกิดขึ้นคือ อาคีออฟเตอร์ริค (Archaeopteryx) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบัน

ภาพที่ 23 อัลโลซอรัส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เพลสิโอซอร์
ภาพที่ 24เพลสิโอซอร์

ภาพที่ 25เทอร์โรซอร์

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 26 อาคีออฟเตอร์ริค

3.) ยุคครีเทเซียส
ยุคครีเทเชียส (Cretaceous) เป็นยุคสุดท้ายของมหายุคมีโซโซอิค ครอบคลุมเวลาประมาณ 79 ล้านปี ตั้งแต่ 145 - 66 ล้านปี ยุคนี้ไดโนเสาร์ยังคงครอบครองโลกต่อเนื่องจากยุค จูแรสซิก มีไดโนเสาร์สายพันธ์ใหม่ๆ ที่โดดเด่นเกิดขึ้นมากมาย เช่น ไทรันโนซอรัส เร็กส์ (Tyrannosaurus rex) สัตว์บกกินเนื้อขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ไทรเซราทอป (Triceratops)ไดโนเสาร์หุ้มเกราะมีนอและเขาขนาดใหญ่คล้ายแรด หรือ เวโลซิแรปเตอร์ (Velociraptor) ไดโนเสาร์นักล่าขนาดเล็กที่ฉลาด ปราดเปรียว และดุร้าย ซอโรพอต ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่คอยาว นอกจากไดโนเสาร์แล้วนั้น สัตว์เลื้อยคลานยังวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อการอยู่รอดในการอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ บางสายพันธ์ลักษณะเหมือนบรรพบุรุษแต่วิวัฒนาการร่างกายให้ใหญ่โตขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อความสามารถในการดำรงชีวิตได้ เช่น ไดโนซูคัส (Deinosuchus) จระเข้ โบราญขนาดความยาวมากกว่า 10 เมตร ล่าไดโนเสาร์เป็นอาหาร หรือ ไทแทนโอโบอา (Titanoboa) งูดึกดำบรรพ์ที่มีขนาดลำตัวยาวได้ถึง 18 เมตร หรืออาร์คีลอน (Archelon) เต่ายักษ์ขนาด 4 เมตร หนักกว่า 2 ตัน ช่วงปลายยุคนี้เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ทาให้สิ่งมีชีวิตกว่า 94% รวมทั้งไดโนเสาร์สูญพันธ์ไปจากโลก สาเหตุของการสูญพันธ์ครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดจากการพุ่งชนโลกของดาวเคราะห์น้อยจากการค้นพบหลุมอุกกาบาตขนาดกว้างกว่า 180 กิโลเมตร มีอายุอยู่ในยุคเดียวกับการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ โดยหลุมอุกกาบาตนี้ตั้งอยู่ที่ ชีคชูลูป (Chicxulub) บริเวณอ่าวซึ่งตั้งอยู่ในประเทศแมกซิโกในปัจจุบัน
ภาพที่27 ไทรันโนซอรัส เร็กส์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไทรเซราทอป
ภาพที่ 28 ไทรเซราทอป



ภาพที่ 29 เวโลซิแรปเตอร์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บราคิโอซอรัส
ภาพที่ 30 บราคิโอซอรัส


ภาพที่ 31 ไดโนซูคัส

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 32 ไทแทนโอโบอา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ภาพที่ 33 อาร์คีลอน


4.4 มหายุคซีโนโซอิก
มหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic) เป็นมหายุคที่เริ่มต้นเวลาตั้งแต่การสูญพันธ์ครั้งใหญ่ในยุคครีเตเชียส ครอบคลุมระยะเวลา 66 ล้านปี ตั้งแต่ 66 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน มหายุคนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้เข้าแทนที่ไดโนเสาร์ที่สูญพันธ์ไป มหายุคซีโนโซอิคประกอบด้วย 2 ยุคได้แก่
1.) ยุคเทอเธียรี
ยุคเทอเธียรี (Tertiary) ครอบคลุมระยะเวลา 63 ล้านปี ตั้งแต่ 65 – 2.5 ล้านปี ยุคนี้พืชบกส่วนใหญ่วิวัฒนาการจนมีลักษณะใกล้เคียงปัจจุบัน ไดโนเสาร์สูญพันธ์จนไม่หลงเหลืออยู่อีก และถูกแทนที่โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธ์ต่างๆ สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ได้แก่ งู เต่า และจระเข้ยังสามารถพบได้จนถึงปัจจุบัน นกมีฟันหรือนกที่วิวัฒนาการจากไดโนเสาร์สูญพันธ์ไป และวิวัฒนาการเป็นนกอย่างเต็มตัว เช่น แกสทอร์นิส (Gastornis) นกบินไม่ได้ขนาดยักษ์สูงกว่า 2 เมตรดังภาพที่ 34 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมวิวัฒนาการเข้าครอบครองโลกแทนไดโนเสาร์ โดยพัฒนาทั้งความซับซ้อน ความหลากหลายของสายพันธ์ และปริมาณ ในน้ำเกิดสายพันธ์ของวาฬ และวัวทะเล ในอากาศเกิดสายพันธ์ของค้างคาว บนบกเกิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธ์ใหม่มากมาย เช่น กวาง อูฐ แรด หมูยักษ์ ม้า และเสือ พืชวิวัฒนาการเป็นต้นหญ้าขึ้นครั้งแรกทำให้บนแผ่นดินเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสายพันธ์ต่างๆ ช่วงปลายยุคเกิดการวิวัฒนาการของสัตว์สายพันธ์ใหม่ที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์มนุษย์เป็นอย่างยิ่ง คือสัตว์ในสายพันธ์ของวานร หรือเอป (Ape) เช่น ออสทราโลพิธีคุส (Australopithecus) ซึ่งอาจเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ปัจจุบันดังภาพที่ 35
ภาพที่ 34  แกสทอร์นิส

ภาพที่ 35 ออสทราโลพิธีคุส

2.) ยุคควอเทอร์นารี
ยุคควอเทอร์นารี (Quaternary) ครอบคลุมระยะเวลา 2.5 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ยุคนี้ในช่วงเริ่มต้นยุคจนถึง 1 หมื่นปีก่อน เกิดยุคน้ำแข็งขึ้นทาให้สภาพภูมิอากาศของโลกหนาวเย็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคนี้ที่โดดเด่นได้แก่ มีเสือเขี้ยวโค้ง ช้างแมมมอท และหมี ดังภาพที่ 36 จนประมาณ 2 แสนปีก่อน ก่อนปรากฏวานรสายพันธ์ โฮโม อิเล็คตัส (Homo Erectus) และ โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ดังภาพที่ 37 ซึ่งคาดว่าจะเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ จนถึง 1 หมื่นปีที่ผ่านจึงเกิดอารยธรรมของมนุษย์พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน
ภาพที่ 36 ภาพจำลองสิ่งมีชีวิตช่วงต้นของยุคควอเทอร์นารี

ภาพที่ 37 ภาพจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของโฮโม อิเล็คตัส

👇
👇
👇
😊 ล้ 😊





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก

💥 เ รื่ อ ง ธ ร ณี ป ร ะ วั ติ 💥 1. การเรียงลำดับทางธรณีกาล การเรียงลำดับธรณีกาล...